ภารกิจเพื่อโลกสงบสุข ลุ้นจิ้งจอกสร้างปาฏิหาริย์คำรบ 2

ถึงชั่วโมงนี้ ศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษดูท่าจะจบเร็วเกินกว่าที่คาดเสียแล้วนะครับ หลังจากที่หนึ่งในทีมเต็งลุ้นแชมป์และเป็นแชมป์เก่าอย่างเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกิดพลาดท่าพ่ายให้กับปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาบ้านตัวเองไปแบบเจ็บแสบ 1-2 ประตู ทำให้ช่องว่างระหว่างเรือใบสีฟ้ากับหงส์แดง ลิเวอร์พูล จ่าฝูง ในเวลานี้ห่างกันถึง 14 แต้มแล้ว

จริงอยู่ว่าแม้จะเหลือการแข่งขันอีกกว่าครึ่งทาง แต่ด้วยระยะห่างขนาดนี้ แถมฟอร์มของลิเวอร์พูลยังเข้าฝักได้เข้าฝักดี ชนะรัวๆ และเรื่อยๆ แบบไม่หยุดพักและไม่รีรอใคร แถมตัวแมนฯ ซิตี้ เองปีนี้ก็ไม่เข้าฝักเหมือนเดิม สะดุดบ่อย เสมอบ่อย แพ้บ่อย แข่งกันมา 16 นัด ไม่น่าเชื่อว่าแมนฯ ซิตี้ จะแพ้ไปแล้วถึง 4 นัด และเสมอไป 2 นัด ขณะที่หงส์แดงนั้นแรงฤทธิ์ ชนะเกือบรวด มีเสมอไปเพียงนัดเดียวจากฝีมือของแมนฯ ยูฯ อย่างที่ทราบกันนั่นแหละ

นั่นแหละครับ ด้วยเหตุข้างต้น ทำให้ดูจากสายตาตอนนี้ก็ถือว่ายากแล้วแหละที่เรือใบสีฟ้าจะกลับมาลุ้นแย่งแชมป์กับลิเวอร์พูลได้

แต่อย่างไรก็ตาม แมนฯ ซิตี้ ตอนนี้นั้นอยู่อันดับ 3 บนตารางครับ นั่นแปลว่านอกจากลิเวอร์พูลแล้ว ยังมีทีมที่ทำผลงานได้ดีกว่าเรือใบสีฟ้าอยู่อีก 1 ทีม

และทีมนั้นก็คือจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง

ให้หลังจากแชมป์ปาฏิหาริย์ในซีซั่น 2015-16 ในซีซั่นต่อๆ มาเลสเตอร์ก็ดูจะพึงพอใจในชีวิตของตัวเองแล้ว ด้วยการค่อยๆ ทำผลงานกลับไปอยู่ในจุดที่ตัวเองเคยอยู่ คือกลางๆ ตาราง เหมือนพักเหนื่อยจากซีซั่น 2015-16 ที่ใช้พลังงานทั้งชีวิตไปแล้วจนได้แชมป์พรีเมียร์ลีกมาครอบครอง

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเมื่อซีซั่นก่อน ที่อดีตประธานสโมสรอย่างคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา เกิดประสบอุบัติเหตุ เฮลิคอปเตอร์ตกเสียชีวิต แน่นอนว่าย่อมนำความเศร้าโศกมาสู่พลพรรคเดอะจิ้งจอกกันอย่างท่วมท้น แต่ขณะเดียวกัน ก็เหมือนกับว่าพวกเขาได้ประกายแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นั้นด้วย

เริ่มต้นซีซั่นปัจจุบันนี้ขึ้นมา เราจึงเหมือนกับได้เห็นเจ้าจิ้งจอกตัวเดิมในซีซั่น 2015-16 กลับมาแยกเขี้ยวขบกัดทุกทีมในพรีเมียร์ลีกอังกฤษอีกครั้ง ด้วยฟอร์มการเล่นอันดุดันและเด็ดขาดอย่างน่าหวาดกลัว ภายใต้การนำของบอสคนใหม่ (แต่ชื่อเก่า) อย่างเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่แฟนบอลต่างรู้กิตติศัพท์ของเขาดีว่าเป็นกุนซืออีกคนที่เป็นของจริง! ด้วยการเคยพาลิเวอร์พูลเฉียดเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ที่สุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษในซีซั่น 2013-14 แต่น่าเสียดายที่ในช่วงท้ายพวกเขายืนระยะไม่อยู่ พลาดท่าแพ้เชลซี และพลาดแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อชั้นของร็อดเจอร์สนั้นเชื่อขนมกินได้เรื่องการทำทีมให้มีเกมรุกที่ดุดันและเกมรับที่ไม่เป็นรองใคร และน่าสนใจว่าจากความผิดพลาดตอนคุมลิเวอร์พูลพลาดแชมป์ในครั้งนั้น เขาน่าจะได้บทเรียนล้ำค่าอะไรบางอย่างที่น่าจะนำมาใช้ได้กับซีซั่นนี้

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เลสเตอร์กระโดดสูงขึ้นมาสถิตอยู่ในตำแหน่งรองจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ ก็คือ ฟอร์มอันร้อนแรงของกองหน้าราชาจิ้งจอกอย่าง เจมี่ วาร์ดี้ ที่ซีซั่นนี้กลับมาเล่นได้อย่างดุดัน กระเหี้ยนกระหือรือในการถล่มประตูอีกครั้ง

สถิติของวาร์ดี้ในซีซั่นนี้ นับถึงตอนนี้คือนัดที่ 16 เขารั้งตำแหน่งผู้นำดาวซัลโวแบบเดี่ยวๆ ที่ 16 ประตู (เฉลี่ยยิงนัดละ 1 ประตู โหวววว…) ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างแทมมี่ อับราฮัม ของสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี แบบห่างๆ ที่ยิงได้ 11 ประตู

แต่มากกว่าการยิงเยอะ ก็คือการยิงแบบต่อเนื่อง ถึงเวลานี้วาร์ดี้ยิงติดต่อกันมาได้ 8 นัดแล้วนะครับ เหตุการณ์มันละม้ายคล้ายเคียงกับซีซั่น 2015-16 ที่เลสเตอร์คว้าแชมป์ได้ โดยในซีซั่นนั้นวาร์ดี้สามารถซัดประตูติดต่อกันได้ถึง 11 นัดด้วยกันเลยทีเดียว

อะแฮ่มๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เลสเตอร์กระโดดสูงในซีซั่นนี้ ไม่ใช่แค่เพราะว่าวาร์ดี้ยิงกระหน่ำแต่เพียงอย่างเดียวหรอกนะครับ เพราะหากเราลองไปพิจารณาตารางคะแนนกันดีๆ แล้วจะพบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจทีเดียว

แข่งไป 16 นัด เลสเตอร์สามารถเก็บชัยชนะไปได้ถึง 12 นัด เสมอไป 2 นัด และแพ้ไป 2 นัด ยิงได้ 39 ประตู เสียไป 10 ประตู ผลต่างประตูได้เสียอยู่ที่ 29 ประตู และมีแต้มทั้งสิ้น 38 แต้ม ตามหลังลิเวอร์พูลจ่าฝูง 8 แต้มด้วยกัน

นัยยะสำคัญจากตารางคะแนนไม่ใช่แต้มครับ และไม่ใช่จำนวนยิงได้เยอะด้วย แต่อยู่ที่ผลต่างประตูได้เสียของเลสเตอร์ต่างหาก

ทีมที่ยิงได้เยอะที่สุดของพรีเมียร์ลีกเวลานี้คือแมนฯ ซิตี้ ที่ 44 ประตู แต่ทัพเรือใบสีฟ้าก็เสียไปถึง 19 ประตู ขณะที่จ่าฝูงอย่างลิเวอร์พูล แม้จะยิงไปได้ถึง 40 ประตู แต่ก็เสียไปถึง 14 ประตู แต่เลสเตอร์นั้นยิงได้ 39 ประตู แต่เสียไปเพียง 10 ประตูเท่านั้น

เห็นอะไรมั้ยครับ?

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากเกมรุกคมกริบยิงกระหน่ำแล้ว เกมรับของเลสเตอร์ยังเหนียวหนึบหนับอีกต่างหาก และหากวัดเฉพาะผลต่างประตูได้เสีย ณ เวลานี้ เลสเตอร์คือทีมที่มีผลต่างประตูได้เสียเยอะที่สุดบนตารางคะแนน

แม้จะเพิ่งเสียแนวรับตัวเก่งอย่างไอ้หัวแตงโม แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ไปให้กับทางปีศาจแดง แมนฯ ยูฯ ทว่าแนวรับที่เลสเตอร์เสริมทัพมาใหม่อย่างชากลาร์ โซยุนซู ดาวเตะตุรกีที่ย้ายมาจากไฟร์บวร์ก กับจอนนี่ อีแวนส์ ตัวเก๋าอดีตเด็กเก่าแมนฯ ยูฯ กลับสามารถประสานงานกันได้อย่างลงล็อค กลายเป็นกำแพงเหล็กที่เล่นด้วยกันได้ดีและแข็งแกร่งมากๆ จนทำให้จิ้งจอกสยามเสียประตูไปแบบหยุมหยิมเหลือเกินในซีซั่นนี้

ยังไม่นับรวมขุมกำลังในแดนกลางที่คอยขับเคลื่อนเกมอย่างเจมส์ แมดดิสัน หรือแม้แต่ดาวรุ่งรอวันเจิดจรัสอย่างยูริ ตีเลอมันส์ อีก เรียกได้ว่าเลสเตอร์ชุดนี้มีของดีและมีขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างไปจากเมื่อซีซั่น 2015-16 ที่คว้าแชมป์เลย

อย่างไรก็ตามครับ ณ ตอนนี้เพิ่งผ่านไป 16 นัด ยังเหลือเกมการแข่งขันให้ตามลุ้นตามเชียร์อีก 20 กว่านัด และแม้เลสเตอร์จะฟอร์มดีอย่างยอดเยี่ยม แต่กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่าลิเวอร์พูลชั่วโมงนี้ก็แกร่งไม่แพ้ใครเหมือนกัน พรีเมียร์ลีกซีซั่น 2019-20 จึงน่าจะเป็นการบดเบียดบี้กันระหว่างพญาหงส์กับโคตรจิ้งจอก ที่น่าจะเป็นทีมเดียวในเวลานี้ที่สามารถต่อกรกับลิเวอร์พูลได้ น่าสนใจครับว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง จะเป็นหงส์แดงที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ หรือเป็นเลสเตอร์ที่เบิ้ลแชมป์ในรอบครึ่งทศวรรษกัน ต้องรอติดตามกันดู.

FIFATH LINE

FIFATH - เล่น FIFA55 กับน้องปาร์ตี้ แจกเครดิตลองเล่น ฟรี 100 บาท
สอบถามเพิ่มเติมหรือต้องการสมัครสมาชิก กดที่ปุ่มเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ

Comments

comments